ใครๆก็แก้กฎหมายได้(คุณก็ด้วย)
Bookmark and Share

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ศาลสั่งยกเลิกล้มละลาย"นายก อบจ.-ส.ว.ปากน้ำโพ" หลังป.ป.ช.มีมติแจ้งบัญชีเท็จ

วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 18:33:18 น.  มติชนออนไลน์

ศาลสั่งยกเลิกล้มละลาย"นายก อบจ.-ส.ว.ปากน้ำโพ" หลังป.ป.ช.มีมติแจ้งบัญชีเท็จ

ผู้สื่อข่าว"มติชนออนไลน์"รายงานเมื่อวันที่ 12 สิงหาคมว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ลงประกาศ ยกเลิกการล้มละลายนายอำนาจ ศิริชัย ที่ 2 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) นางอรพินท์ ศิริชัย หรือมั่นศิลป์  สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ลงมติว่า แสดงรายการบัญชีทรัพย์และหนี้สินอันเป็นเท็จตามคดีหมายเลขแดงที่ ล. 3089/2551  มีสาระสำคัญดังนี้

 

ขอแจ้งให้ทราบทั่วกันว่า ตามประกาศของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ลงวันที่ 29  พฤษภาคม 2551  ว่า ศาลล้มละลายกลาง ได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของ นายอำนาจ ศิริชัย ที่ 2 นางอรพินท์ศิริชัย หรือมั่นศิลป์ ที่ 3  นายนพพร กล่ำเขียว ที่ 4 ลูกหนี้ ไว้เด็ดขาด นั้น

 

บัดนี้ ศาลล้มละลายกลาง ได้มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายลูกหนี้ที่ ๒  เกิดเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ 2489  ลูกหนี้ที่ 3   เกิดเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม 2496ลูกหนี้ที่4    เกิดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2513  ตาม มาตรา 135(2) คือลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พุทธศักราช 2483  ตั้งแต่วันที่ 16  มกราคม 2552  แล้ว


 อนึ่ง เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2550  คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.).มีมติเอกฉันท์ว่า นางอรพินท์  ส.ว.นครสวรรค์ แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ปกปิดหนี้กว่า 170 ล้าน

 

ทั้งนี้ นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษกป.ป.ช.แถลงว่า ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ว่า นางอรพินท์  มั่นศิลป์  สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)นครสวรรค์า จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ตามมาตรา 263  แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 โดยไม่ยอมแจ้งว่ามีหนี้กับธนาคารทหารไทยกว่า 170 ล้านบาท จึงให้เสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา 263   ห้ามมิให้นางอรพินท์ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลาห้าปีนับแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัย  และยังมีโทษทางอาญาตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 119  ด้วย 


นายกล้านรงค์กล่าวว่า สำหรับรายละเอียดในเรื่องดังล่าวคือ นางอรพินท์  เข้ารับตำแหน่งส.ว.  เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2551  ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551   แต่นางอรพินท์ ไม่ได้แสดงรายการหนี้สินของตนในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน คือ หนี้สินที่ตนและลูกหนี้อื่นอีก 3 ราย มีกับธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดนครสวรรค์ ตามคดีหมายเลขดำที่ 1392/2548 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2548  จำนวน 171,898,345.07 บาท  ซึ่งต่อมาธนาคารทหารไทย  ได้โอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ดังกล่าวให้บริษัท บริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด


หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2550  บริษัท บริหารสินทรัพย์พญาไท ได้ยื่นฟ้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้ลูกหนี้ทั้งสามราย รวมทั้งนางอรพินท์ ล้มละลาย  ซึ่งศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2551  ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสี่ เด็ดขาด 


นางอรพินท์  มั่นศิลป์ ชี้แจงถึงเหตุที่มิได้แสดงรายการหนี้สินดังกล่าวว่า เนื่องจากหลงลืม และเป็นหนี้ที่ตนไม่ได้เป็นผู้ก่อ เป็นหนี้ค้ำประกัน  รวมทั้งได้หย่าขาดกับนายอำนาจ  ศิริชัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)นครสวรรค์ สามีซึ่งเป็นลูกหนี้อีกคนหนึ่งแล้ว  จึงเข้าใจว่า ไม่ได้เป็นหนี้  อีกทั้งชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2551ได้รับแจ้งจากทนายความว่า ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ตนในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นบุคคลล้มละลาย ให้แจ้งหนี้สินในบัญชีที่ยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.  จึงได้รีบยื่นแสดงรายการหนี้สินเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 แล้ว 

  
คณะกรรมการ ป.ป.ช.  พิจารณาคำชี้แจงของนางอรพินท์ แล้วเห็นว่าขณะที่นางอรพินท์  เข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2551  นั้น นางอรพินท์   และลูกหนี้อีกสามราย มีหนี้สินกับธนาคารทหารไทย ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดนครสวรรค์เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2548  จำนวน 171,898,345.07 บาท อยู่แล้ว  ซึ่งเป็นหนี้จำนวนมาก ไม่น่าจะหลงลืมได้  และแม้นางอรพินท์  จะได้ดำเนินการยื่นรายการหนี้สินนี้เพิ่มเติมเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 แต่เป็นการภายหลังจากที่มีการเสนอข่าวทางสื่อมวลชนในช่วงวันที่ 9 – 10 พฤษภาคม 2551  ว่า นางอรพินท์  ปกปิดหนี้สินตามคำพิพากษาของศาลล้มละลายกลางแล้ว 


คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า นางอรพินท์ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ  ให้เสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยชี้ขาดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 263  ห้ามมิให้นางอรพินท์ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลาห้าปีนับแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัย  และมีโทษทางอาญาตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542มาตรา 119  ด้วย


แหล่งข่าวจาก ป.ป.ช.แจ้งว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายอำนาจ ศิริชัย นายก อบจ.นครสวรรค์ด้วยว่า มีการปกปิดหนี้สินเช่นเดียวกับนางอรพินท์หรือไม่


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1250076893&grpid=no&catid=17
--
      Weblink
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://seminarmon.blogspot.com
http://seminartue.blogspot.com
http://seminarwed.blogspot.com
http://seminarthu.blogspot.com
http://seminarfri.blogspot.com
http://seminar1951.blogspot.com
http://seminardd.com

พระเทพปริยัติวิมล เผชิญแรงต้านปลดรองอธิการฯ"มมร."

วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11477 มติชนรายวัน


พระเทพปริยัติวิมล เผชิญแรงต้านปลดรองอธิการฯ"มมร."


คอลัมน์ คนตามข่าว

โดย ดุษฎี สนเทศ




พระเทพปริยัติวิมล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญเมื่อคณะที่ปรึกษากฎหมายเสนอผลสรุปให้ท่านเห็นชอบปลดรองอธิการบดี มมร.พ้นจากตำแหน่ง ฐานกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงเนื่องจากใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบไปเอื้อประโยชน์ให้บุคคลอื่นกรณีสร้างภาพยนตร์พระไตรปิฎก และสร้างวัตถุมงคลพระพุทธโสธร

ท่ามกลางแรงกดดันจากพระผู้ใหญ่บางรูป และจากการล็อบบี้ของนักการเมืองบางคน มิให้ท่านปลดรองอธิการบดี มมร.รูปดังกล่าว

นามเดิมนายแสวง ลูกอินทร์ เป็นชาว ต.น้ำตาล อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี เกิดวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2494 บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 15 ปี ที่วัดบวรนิเวศวรวิหาร ครั้นเมื่อครบเกณฑ์บวชก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดบวรนิเวศวรวิหาร เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2515

ศึกษาจบเปรียญธรรม 5 ประโยค นักธรรมชั้นเอก ปริญญาตรีศาสนศาสตรบัณฑิต มมร. ปริญญาโทศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยบันนารัสฮินดู ประเทศอินเดีย สำเร็จหลักสูตรพระธรรมทูตไปต่างประเทศ คณะสงฆ์ธรรมยุต

สมณศักดิ์เรียงลำดับ ดังนี้ พระมหานายก พระฐานานุกรมในสมเด็จพระสังฆราช, พระราชเมธาภรณ์ พระราชาคณะชั้นราช, พระเทพปริยัติวิมล พระราชาคณะชั้นเทพ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสและกรรมการวัดบวรนิเวศวรวิหาร กรุงเทพฯ ในปี 2550 จนถึงปัจจุบัน

ประสบการณ์ทำงานสำคัญๆ ได้แก่ รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย, รองอธิการบดี มมร.ฝ่ายเผยแผ่และวิเทศสัมพันธ์, รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร, รักษาการแทนอธิการบดี, กรรมการสภาการศึกษาแห่งชาติ, กรรมการสภามหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก และคณะเลขานุการคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

วันนี้ พุทธศาสนิกชนต่างรอคอยคำวินิจฉัยของอธิการฯ มมร.ด้วยใจระทึก

หน้า 3

มมร.ขอศาลสั่งสอบเส้นทางเงิน เช่าพระพุทธโสธร-สร้างพระไตรปิฎก8บัญชี พระเทพวิสุทธิกวีรับเครียด-เชื่อแก้ปัญหาได้

วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11477 มติชนรายวัน


มมร.ขอศาลสั่งสอบเส้นทางเงิน


เช่าพระพุทธโสธร-สร้างพระไตรปิฎก8บัญชี พระเทพวิสุทธิกวีรับเครียด-เชื่อแก้ปัญหาได้



จากที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงบุคคลภายในของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) มีมติเอกฉันท์ให้นำผลสอบสวนเสนอพระเทพปริยัติวิมล อธิการบดี มมร.พิจารณาเห็นชอบปลดออก หรือไล่ออกผู้บริหารระดับสูง 2 ราย และโยกย้ายเจ้าหน้าที่อีก 20 ราย เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำชื่อ และตราสัญลักษณ์ของ มมร.และสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปแอบอ้างโดยไม่ได้รับอนุญาตในโครงการจัดสร้างพระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์ และโครงการเชิญชวนเช่าบูชาวัตถุมงคลพระพุทธโสธร "รุ่นเจริญสุข" ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และกรณีลงนามแทนอธิการบดีในหนังสือรับบริจาค และเอกสารต่างๆ ที่ส่งไปยังหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนนั้น

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ที่ปรึกษากฎหมายของพระเทพปริยัติวิมล อธิการบดี มมร.เปิดเผยว่า ผลสรุปของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ ที่เสนอให้พระเทพปริยัติวิมลลงนามเห็นชอบปลดออก หรือไล่ออกผู้บริหารระดับสูง 2 ราย ขณะนี้อธิการบดียังไม่ได้ลงนาม เพราะต้องมีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบคอบอีกครั้ง แต่คาดว่าจะลงนามเร็วๆ นี้ จากนั้นจะเปิดเผยรายชื่อผู้บริหารทั้ง 2 ราย ส่วนการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ 20 ราย เพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดี ขณะนี้รายชื่อทั้งหมดส่งถึงอธิการบดีแล้ว เหลือเพียงแค่ลงนามเท่านั้น ทั้งนี้ หลักฐานสำคัญที่ทำให้คณะกรรมการชุดนี้มีมติ และชี้มูลว่าผู้บริหารทั้ง 2 รายมีความผิด คือการทำเอกสารเท็จไปขอรับบริจาคเงินจากกองทัพบก ลงนามโดยผู้บริหารระดับสูงของ มมร.เอกสารดังกล่าวระบุว่าโครงการเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2542 แต่ความจริงแล้วเริ่มดำเนินการเมื่อปี 2549 ที่สำคัญมีการส่งหนังสือแผนการปรับปรุงการใช้งบประมาณไปยัง พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ รองผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งมีตราสัญลักษณ์ของ มมร.อยู่บนหนังสือด้วย ทำให้ มมร.เสียหายอย่างมาก

"ผมได้ขอหมายศาลเพื่อขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นบุคคลภายใน และบุคคลภายนอก ทั้งโครงการจัดสร้างพระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์ และโครงการเชิญชวนเช่าบูชาวัตถุมงคลพระพุทธโสธรฯ โดยเฉพาะบัญชีธนาคารต่างๆ ของโครงการจัดสร้างพระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์ 8 บัญชี ว่าใครเป็นผู้เบิกถอนเงิน และบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง เพื่อยืนยันว่าการเปิดบัญชีดังกล่าวไม่เกี่ยวกับ มมร." นายสงกรานต์กล่าว

นายสงกรานต์กล่าวว่า หลัง มมร.ออกมาเปิดเผยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโครงการจัดสร้างพระไตรปิฎกฯ และโครงการเชิญชวนเช่าบูชาวัตถุมงคลพระพุทธโสธร รวมทั้ง กรณีเข้าร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อดำเนินคดี ส่งผลให้ถูกพระเถระผู้ใหญ่ และนักการเมือง ข่มขู่ และกดดัน มมร.อย่างหนัก เพื่อให้ยุติดำเนินคดีอาญา และแพ่ง ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของผู้บริหาร มมร.และพยานที่เกี่ยวข้อง ดีเอสไอได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบมาคุ้มครองพยานคนสำคัญๆ ของ มมร.

พระเทพวิสุทธิกวี รองอธิการฝ่ายวิชาการ มมร.ในฐานะประธานกรรมการโครงการจัดสร้างพระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์ กล่าวว่า พระเทพปริยัติวิมลเคยนิมนต์ไปหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้ และบอกว่าให้เลิกโครงการได้หรือไม่ ก็บอกไปว่าได้ เพราะหากจะเลิกจริงๆ ก็เรียกบริษัทผู้จัดสร้างภาพยนตร์เข้ามาคุยได้ และก็ลงนามเลิก หลังจากนั้นไม่มีการหารือกันอีกเลย ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าที่ผ่านมาทำงานเพื่อปกป้องสิ่งภายนอกที่จะเข้ามามีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนามาโดยตลอด แต่ตอนนี้กลับมาโดนปัญหาภายใน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าปัญหาต่างๆ ย่อมแก้ได้ เพราะยังไม่เคยเห็นปัญหาอะไรที่แก้ไม่ได้ ถ้าถามว่าเครียดไหม ต้องมีเครียดบ้าง แต่ไม่มาก เพราะไม่เชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ตอนนี้ยังไม่อยากพูดอะไรมาก ให้ดำเนินการกันไปก่อน เพราะไม่อยากทำลายสถาบันไปมากกว่านี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ส่งไปยังหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนในการขอรับบริจาค และขอการสนับสนุนโครงการจัดสร้างพระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์ เอกสารส่วนใหญ่ลงนามโดยพระเทพวิสุทธิกวี รองอธิการฝ่ายวิชาการ มมร.เช่น หนังสือเลขที่พิเศษ/2552 ลงวันที่ 8 มิถุนายน ถึง พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ รอง ผบ.ทบ.เนื้อหาของหนังสือเกี่ยวกับรายละเอียดของโครงการจัดสร้างพระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์ และของบฯสนับสนุนโครงการ

หน้า 22

เปิดโครงสร้าง กอ.รมน. เน้นความมั่นคง 6 ด้าน จากปราบยาเสพติด-หนุนโครงการพระราชดำริ

แผนผังโครงสร้าง กอ.รมน. ใหม่




วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 17:52:35 น.  มติชนออนไลน์

เปิดโครงสร้าง กอ.รมน. เน้นความมั่นคง 6 ด้าน จากปราบยาเสพติด-หนุนโครงการพระราชดำริ

หมายเหตุ"มติชนออนไลน์"-ราชกิจานุเบกษา ได้ลงประกาศคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 179/2552  เรื่อง การจัดโครงสร้าง การแบ่งส่วนงาน อำนาจหน้าที่ของส่วนงาน และอัตรากำลังของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) โดยแบ่งส่วนประสานงานออกเป็น 6 ด้านตั้งแต่ศูนย์ปฏิบัติที่ 1-6 ในด้านยาเสพติด คนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง การก่อการร้ายและอาชญกรรมข้ามชาติ ความมั่นคงพิเศษ ความมั่นคงเฉพาะพื้นที่ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี มีคำสั่ง ณ วันที่ 27  กรกฎาคม พ.ศ. 2552  มีสารสำคัญดังนี้

@@@@@@@@@@@@@@@@

 

เพื่อให้การปฏิบัติราชการและการบริหารงานของ กอ.รมน. เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคสองแห่ง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 โ นายกรัฐมนตรีจึงออกคำสั่งไว้ดังต่อไปนี้


ข้อ ๑ โครงสร้างและส่วนงาน

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรมีโครงสร้างและส่วนงาน ๑๒  ส่วนงานดังต่อไปนี้

 

(๑) กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร
(๒) กลุ่มตรวจสอบภายใน
(๓) สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง
(๔) สำนักการข่าว
(๕) สำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ
(๖) สำนักบริหารงานบุคคล
(๗) สำนักบริหารงานทั่วไป
(๘) สำนักงบประมาณและการเงิน
(๙) ศูนย์ติดตามสถานการณ์
(๑๐) ศูนย์ประสานการปฏิบัติ
(๑๑) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค
(๑๒) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด

 

ข้อ ๒ อำนาจหน้าที่ของส่วนงานและการบังคับบัญชา


(๑) กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร ขึ้นตรงต่อเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(ก) เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ในการพัฒนาระบบบริหารภายในของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

 

(ข) ดำเนินการเกี่ยวกับการติดตามประเมินผล และจัดทำรายงานเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารราชการของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

 

(ค) ดำเนินการเกี่ยวกับการประสานและดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารราชการบรรลุตามวัตถุประสงค์ เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

 

(ง) ร่วมปฏิบัติงานและสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือตามที่ได้รับมอบหมาย


(๒) กลุ่มตรวจสอบภายใน ขึ้นตรงต่อเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

 

(ก) ตรวจสอบการบริหาร การเงิน และการบัญชี

(ข) ประสานและดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจสอบภายในร่วมกับหน่วยงานกลางต่าง ๆและหน่วยงานภายใน

(ค) ร่วมปฏิบัติงานและสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือตามที่ได้รับมอบหมาย


(๓) สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง ขึ้นตรงต่อเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

 

(ก) กำหนดนโยบาย วางแผน อำนวยการ ประสานงาน และกำกับดูแลงานด้านนโยบายยุทธศาสตร์ความมั่นคงของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
เพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาล นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ และยุทธศาสตร์ความมั่นคงชายแดนของสภาความมั่นคงแห่งชาติ

 

(ข) พิจารณาแผนงาน โครงการ และคำขอของหน่วยงานต่าง ๆ ตามแผนงานการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรประจำปี และในโครงการพิเศษ รวมทั้งประสานการจัดทำงบประมาณประจำปี ตลอดจนตรวจสอบ กำกับดูแลการปฏิบัติงานของหน่วยรองให้เป็นไปตามแผนงาน

 

(ค) อำนวยการ ประสานงานเพื่อบูรณาการการปฏิบัติการของ พลเรือน ตำรวจ ทหารและกำลังกึ่งทหาร ที่ร่วมปฏิบัติภารกิจรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรตามแผนงาน ตลอดจน
ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานทุกระดับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ทั้งในด้านการเมืองเศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และการทหาร ให้เป็นไปตามแผนงาน คำสั่งและนโยบายที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรกำหนด

 

(ง) รับผิดชอบการปฏิบัติการข่าวสาร

 

(จ) จัดทำนโยบาย อำนวยการ ประสานงาน กำกับดูแลเกี่ยวกับการจัดตั้งและดำเนินงานของหน่วยงานภารกิจพิเศษ ให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ที่รับผิดชอบ

 

(ฉ) ดำเนินการวิจัยและประเมินผลการดำเนินงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและหน่วยรอง เพื่อปรับปรุงและพัฒนาให้มีความพร้อมและทันสมัย


(๔) สำนักการข่าว ขึ้นตรงต่อเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

 

(ก) กำหนดนโยบาย วางแผน อำนวยการ ประสานงาน และกำกับดูแลการปฏิบัติงานข่าวทั้งปวงของหน่วยต่าง ๆ ที่อยู่ในความควบคุมของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

 

(ข) ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินสถานการณ์และแนวโน้มภัยคุกคามด้านความมั่นคงภายในราชอาณาจักร รวมทั้งประสานงานด้านการข่าวกับหน่วยงานข่าวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ
ความมั่นคง

 

(ค) จัดทำรายงานข่าวกรองระดับยุทธศาสตร์และรายงานข่าวกรองต่าง ๆ ให้กับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร รวมทั้งรับผิดชอบงานด้านระบบภูมิสารสนเทศ (GIS)

 

(ง) ติดตามความเคลื่อนไหวและวิเคราะห์พฤติการณ์ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

 

(จ) ดำเนินงานด้านการต่อต้านการข่าวกรอง และการรักษาความปลอดภัยที่เกี่ยวกับบุคคล เอกสาร และสถานที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

 

(๕) สำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ ขึ้นตรงต่อเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

 

(ก) กำหนดนโยบาย วางแผน อำนวยการ ประสานงาน กำกับดูแลการปฏิบัติการด้านมวลชนและสารนิเทศ

 

(ข) กำหนดนโยบาย วางแผน อำนวยการ ประสานงาน กำกับดูแลการปลูกฝังอุดมการณ์ ความรักชาติ ศาสนา พระมหา

กษัตริย์ สร้างความรัก ความสามัคคีของคนในชาติด้วยการจัดตั้งมวลชน ผนึกพลังประชาชน ประสานสัมพันธ์มวลชน เพื่อดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติ

 

(ค) กำหนดนโยบาย วางแผน อำนวยการ ประสานงาน กำกับดูแลการปฏิบัติการจิตวิทยา การประชาสัมพันธ์ การบริการข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งการประชาสัมพันธ์เชิงรุกและ
การประชาสัมพันธ์ในภาวะวิกฤติ

 

(ง) กำหนดนโยบาย วางแผน อำนวยการ ประสานงาน กำกับดูแลงานพัฒนาและรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามแนวพระราชดำริ การประสานงานโครงการ
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการพัฒนาเพื่อความมั่นคงเฉพาะพื้นที่

 

(จ) กำหนดนโยบาย วางแผน อำนวยการ ประสานงาน กำกับดูแลการศึกษาอบรมเพื่อความมั่นคงของชาติ รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
เพื่อความมั่นคงของชาติ

 

(๖) สำนักบริหารงานบุคคล ขึ้นตรงต่อเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

 

(ก) กำหนดนโยบาย วางแผน อำนวยการ ประสานงาน และกำกับดูแลเกี่ยวกับกิจการด้านบุคลากร รวมทั้งงานด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

 

(ข) ดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง ประกาศ แถลงการณ์และแบบธรรมเนียมด้านบุคลากรของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

 

(ค) ดำเนินการเกี่ยวกับการรักษาสถานภาพบุคลากร การบรรจุ แต่งตั้ง โอน ย้ายและการช่วยราชการของข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานราชการ ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคง
ภายในราชอาณาจักร

 

(ง) จัดทำแผนงานและโครงการ และดำเนินการเกี่ยวกับงบประมาณด้านบุคลากร

 

(จ) ดำเนินการด้านการบริการสิทธิบุคลากร ได้แก่ การจัดทำบำเหน็จประจำปีการรับรองสิทธิ รับรองการปฏิบัติราชการ เหรียญตรา บำเหน็จความชอบ ค่าตอบแทน การช่วยเหลือและการสงเคราะห์ให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน

 

(ฉ) ดำเนินการเกี่ยวกับงานพัฒนาและรักษาขวัญ และงานสวัสดิการของบุคลากร

 

(ช) ดำเนินการพัฒนาบุคลากร และการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

(ซ) ดำเนินการด้านการปกครอง การรักษาวินัย และการพิจารณาความผิดของบุคลากร

(ฌ) รับผิดชอบงานจัดการภายในสำนักงาน งานพิธีของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร รวมทั้งงานอื่น ๆ ที่ได้รับมอบหมาย

(๗) สำนักบริหารงานทั่วไป ขึ้นตรงต่อเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

 

(ก) กำหนดนโยบาย วางแผน ประสานงาน และกำกับดูแลเกี่ยวกับงานในด้านส่งกำลังบำรุง ในเรื่องเกี่ยวกับความต้องการ โครงการ และงบประมาณการส่งกำลังบำรุง รวมทั้งการกำหนดมาตรฐานราคากลางในการจัดหาพัสดุ การวิเคราะห์ วิจัย และตรวจสอบผลงานและประเมินผลในการส่งกำลังบำรุง

 

(ข) รับผิดชอบงานธุรการ งานสารบรรณ การจัดสิ่งอำนวยความสะดวก การประชุมการดูแลรักษาอาคารสถานที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และงานที่มิได้มอบหมายให้ส่วนราชการใดในกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเป็นผู้รับผิดชอบเป็นการเฉพาะ

 

(ค) อำนวยการ ควบคุม และติดตามผล ในเรื่องที่เกี่ยวกับ การเก็บรักษา การแจกจ่ายการซ่อมบำรุง การจำหน่าย การบันทึกและรายงานสถานภาพ การจัดทำบัญชีคุมพัสดุ การจัดทำสถิติความสิ้นเปลืองพัสดุ และการดำเนินการต่ออาวุธยุทโธปกรณ์

 

(ง) รับผิดชอบการเคลื่อนย้ายกำลังพลและขนส่งพัสดุ การบริการ การเลี้ยงดูภายในและภายนอกที่ทำการ การรักษาพยาบาลและการส่งกลับ รวมทั้งการบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมัน
ปรนนิบัติบำรุง

 

(จ) รับผิดชอบในการจัดหา ปรนนิบัติบำรุง และซ่อมบำรุงพัสดุ สนับสนุนภารกิจของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

 

(ฉ) กำหนดนโยบาย วางแผน อำนวยการ ประสานงาน สนับสนุน และกำกับดูแลงานด้านการสื่อสารและงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

 

(๘) สำนักงบประมาณและการเงิน ขึ้นตรงต่อเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

 

(ก) กำหนดนโยบาย วางแผน และดำเนินการเกี่ยวกับการงบประมาณและการเงิน

 

(ข) ประสานการปฏิบัติกับส่วนราชการและหน่วยงานอื่น ในการดำ เนินการด้านงบประมาณและการเงิน

 

(ค) เสนอแนะและให้คำปรึกษาทางด้านงบประมาณ การเงินตามระเบียบแบบแผนของทางราชการแก่ผู้บังคับบัญชา และหน่วยงานในกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร


(๙) ศูนย์ติดตามสถานการณ์ ขึ้นตรงต่อเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

 

(ก) ติดตาม วิเคราะห์ รายงานสถานการณ์ความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและประสานการปฏิบัติกับหน่วยรองและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคงภายในราชอาณาจักรในการป้องกันและแก้ไขปัญหาในขั้นต้น

 

(ข) ทำหน้าที่เป็นศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ เมื่อเกิดสถานการณ์ในภาวะไม่ปกติ

(๑๐) ศูนย์ประสานการปฏิบัติ ขึ้นตรงต่อผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรให้จัดตั้งขึ้นในจำนวนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อบูรณาการการปฏิบัติ และกำกับดูแลงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับงานป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงของชาติเฉพาะเรื่องโดยมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

 

(ก) ประสานงาน และติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงของชาติเฉพาะเรื่อง รวมทั้งวางแผน อำนวยการ ประสานงาน ควบคุม กำกับดูแล ตลอดจนเสนอแนะผู้บังคับบัญชาเกี่ยวกับการดำเนินการป้องกัน ควบคุม แก้ไข และฟื้นฟูสถานการณ์ที่เป็นภัยหรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคงที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบต่อประชาชน หรือต่อรัฐให้กลับสู่สภาวะปกติ เกิดความสงบสุขต่อประชาชน หรือความมั่นคงของรัฐ ร่วมกับผู้แทนส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง

 

(ข) จัดทำแผนปฏิบัติการรองรับนโยบายการป้องกัน และแก้ไขปัญหาความมั่นคงเฉพาะเรื่อง บูรณาการ และให้ข้อเสนอแนะในการจัดทำแผนงานและโครงการ และงบประมาณของส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกำกับดูแลให้การปฏิบัติเป็นไปตามแผนที่กำหนด

 

(ค) ประสานงานและติดตามการปฏิบัติงานด้านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริรวมทั้งวางแผน อำนวยการ ประสานงาน ควบคุม กำกับ ดูแล ตลอดจนเสนอแนะผู้บังคับบัญชาเกี่ยวกับการดำเนินการพิจารณาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

 

(ง) ดำเนินการงานด้านความมั่นคงอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

 

(๑๑) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ขึ้นตรงต่อผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีหน้าที่รับผิดชอบและสนับสนุนการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรในเขตพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคตามที่ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรมอบหมาย และมีอำนาจหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรกำหนดตามข้อเสนอของผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค

 

(๑๒) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด ขึ้นตรงต่อผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค มีหน้าที่รับผิดชอบและสนับสนุนการรักษาความมั่นคงภายในเขตพื้นที่รับผิดชอบของจังหวัดนั้นตามที่ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรมอบหมาย และมีอำนาจหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรกำหนด


ข้อ ๓ อัตรากำลัง


จำนวนอัตรากำลังที่คณะรัฐมนตรีกำหนดให้แล้ว ให้ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรจัดสรรให้แก่ส่วนงานต่าง ๆ ตามข้อ ๑ ให้เพียงพอกับความจำเป็นและความเหมาะสมของงาน ทั้งนี้ ตามแนวทางที่คณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรกำหนด


ข้อ ๔ ให้หน่วยงานของรัฐให้การสนับสนุนการอำนวยการของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามที่ได้รับการประสานและร้องขอ

                                      http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1250074889&grpid=no&catid=02

--
      Weblink
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://seminarmon.blogspot.com
http://seminartue.blogspot.com
http://seminarwed.blogspot.com
http://seminarthu.blogspot.com
http://seminarfri.blogspot.com
http://seminar1951.blogspot.com
http://seminardd.com

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ชงปลด-ไล่ออก"พระเทพวิสุทธิกวี"รองอธิการบดี มมร. ผิดวินัยร้ายแรง ใช้ตำแหน่งรับบริจาคสร้างพระพุทธโสธร

วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 21:30:04 น.  มติชนออนไลน์

ชงปลด-ไล่ออก"พระเทพวิสุทธิกวี"รองอธิการบดี มมร. ผิดวินัยร้ายแรง ใช้ตำแหน่งรับบริจาคสร้างพระพุทธโสธร

กก.สอบข้อเท็จจริงได้ข้อสรุป.ปลด-ไล่ออก "พระเทพวิสุทธิกวี" รองอธิการบดี มมร.เข้าข่ายทำผิดวินัยร้ายแรง เหตุใช้ตำแหน่ง-หน้าที่-ขอรับบริจาค สร้างภาพยนตร์พระไตรปิฎก และโครงการพระพุทธโสธร"รุ่นเจริญสุข" ที่ปรึกษากม.เผยอธิการบดีถูก"พระผู้ใหญ่-นักการเมือง"บีบให้ยุติเรื่อง

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ที่ปรึกษากฎหมายของพระเทพปริยัติวิมล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) เปิดเผยกรณีเข้าร้องทุกข์ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สอบสวนบริษัทเอกชน และกลุ่มบุคคลที่แอบอ้างนำชื่อและตราสัญลักษณ์ของ มมร.และสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปแอบอ้างในโครงการจัดสร้างพระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์ และโครงการเชิญชวนเช่าบูชาวัตถุมงคลพระพุทธโสธร "รุ่นเจริญสุข" ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่า ขณะนี้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงบุคคลภายในของ มมร.มีมติเอกฉันท์ให้นำผลสอบสวนเสนอ พระเทพปริยัติวิมลพิจารณาเห็นชอบปลดออก หรือไล่ออก ผู้บริหารระดับสูงของ มมร. 2 ราย และโยกย้ายเจ้าหน้าที่อีก 20 ราย

 

 

ทั้งนี้ ภายหลัง มมร.เข้าร้องทุกข์ต่อดีเอสไอให้สอบสวนเรื่องนี้ มีประชาชนที่เคยบริจาคเงินจัดสร้างภาพยนตร์พระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์ รายละ 50,000-100,000 บาท รวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท เข้าร้องทุกข์ต่อ มมร.จำนวนมาก และจากการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทผลิตภาพยนตร์ดังกล่าว พบว่าสำนักงานที่ได้จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ เลขที่ 555 ถนนนวมินทร์ 28 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ เป็นบ้านร้างสภาพทรุดโทรม ซึ่ง มมร.จะรวบรวมข้อมูลส่งให้ดีเอสไอได้เร่งตรวจสอบต่อไป นอกจากนี้ ทีมกฎหมายยังได้ตรวจสอบกระบวนการจัดสร้างภาพยนตร์ดังกล่าว พบมีนักการเมือง ข้าราชการ และผู้มีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมากด้วย


นายสงกรานต์กล่าวว่า ส่วนโครงการพระพุทธโสธร "รุ่นเจริญสุข" ของ สกสค.ที่แอบอ้างชื่อ มมร. ขณะนี้ มมร.ได้ประสานให้ทางดีเอสไอช่วยตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้บริหาร สกสค.และกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วย ขณะเดียวกัน มมร.ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคลภายใน มมร.ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสร้างภาพยนตร์พระไตรปิฎก และโครงการเช่าวัตถุมงคลของ สกสค.ซึ่งมีนายสุทธิ ผลสวัสดิ์ อดีตอธิบดีกรมพลศึกษา และอธิบดีกรมอาชีวศึกษา เป็นประธาน และกรรมการประกอบด้วย นายสมภาพ หงส์กิตติยานนท์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย นายอาทิฐ ศรีมุข ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และ น.ส.นวรัตน์ พัชราวุธ เลขานุการ ได้ข้อสรุปผลสอบเกี่ยวกับบุคคลภายในมหาวิทยาลัยที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำชื่อและตราสัญลักษณ์ของ มมร.และสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปแอบอ้างโดยไม่ได้รับอนุญาตในโครงการจัดสร้างพระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์ และโครงการเชิญชวนเช่าบูชาวัตถุมงคลพระพุทธโสธร "รุ่นเจริญสุข" ของ สกสค. รวมทั้งกรณีการลงนามแทนอธิการบดีในหนังสือรับบริจาค และเอกสารต่างๆ ที่ส่งไปยังหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนด้วย


"คณะกรรมการสอบสวนมีมติเอกฉันท์ให้นำผลสอบสวนทั้งหมดเสนอให้พระเทพปริยัติวิมลพิจารณาเห็นชอบ ดังนี้ 1.ขอให้โยกย้ายเจ้าหน้าที่ภายใน มมร.จำนวน 20 ตำแหน่ง เพื่อเป็นประโยชน์ในการดำเนินคดีทั้งทางวินัย และอาญา และ 2.เสนอให้ปลดออก หรือไล่ออก ผู้บริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เนื่องจากกระทำผิดวินัยร้ายแรง ในการใช้อำนาจในตำแหน่ง หรือหน้าที่ เพื่อไปแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ที่สำคัญพบว่าเอื้อประโยชน์กับบริษัทจัดสร้างภาพยนตร์พระไตรปิฎก และกลุ่มบุคคล ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันเบื้องสูง และ มมร. รวมทั้งกรณีไปลงนามแทนอธิการบดีในเอกสารต่างๆ เพื่อขอรับบริจาคในการจัดสร้างภาพยนตร์พระไตรปิฎก และโครงการเชิญชวนเช่าบูชาวัตถุมงคลพระพุทธโสธร "รุ่นเจริญสุข" ของ สกสค.เป็นการกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิการบดี" นายสงกรานต์กล่าว


ส่วนความคืบหน้าในการดำเนินคดีทางอาญากับกลุ่มบุคคล หน่วยงานภาครัฐ นายสงกรานต์กล่าวว่า ทราบว่าในเร็วๆ นี้ ดีเอสไอจะพิจารณารับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากเห็นว่ากรณีนี้เป็นการแอบอ้างสถาบันเบื้องสูงมาทุจริต เพื่อหาผลประโยชน์ อย่างไรก็ตาม มมร.จะรวบรวมเอกสารและหลักฐานต่างๆ จัดทำรายงานเสนอให้มหาเถรสมาคม (มส.) รับทราบด้วย


"จากหลักฐานต่างๆ มีผู้บริหาร 2 รายที่จะถูกดำเนินการเอาผิดในข้อหา
1.สร้างพยานหลักฐานเอกสารเท็จที่ส่งไปยังหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
2.กระทำการแทนอธิการบดีโดยไม่ได้รับมอบหมาย และ
3.ใช้อำนาจหน้าที่ในการแสวงหาผลประโยชน์โดยทุจริต
ทั้งนี้ หากผู้กระทำผิดเป็นพระภิกษุสงฆ์ ก็ถึงขั้นปาราชิกต้องสึกจากการเป็นพระสงฆ์ เพราะต้องรับโทษทางคดีอาญา ในข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ คณะกรรมการจะนำข้อสรุปเสนอให้อธิการบดีลงนามเห็นชอบ เพื่อจะได้สามารถดำเนินคดีทั้งทางวินัย และตามกฎหมายต่อไป" นายสงกรานต์กล่าว


นายสงกรานต์กล่าวว่า ขณะนี้ มมร.ถูกข่มขู่จากพระเถระผู้ใหญ่ และนักการเมืองอย่างหนัก เพื่อให้หยุดดำเนินคดีอาญาและแพ่ง อย่างไรก็ตาม หากทำตามคำขู่ก็ถือว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่ จะมีความผิดตามกฎหมายด้วยเช่นกัน ดังนั้น ขอยืนยันว่า มมร.จะดำเนินการเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด

 

"ตอนนี้อธิการบดีถูกกดดันอย่างหนักจากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในวัดในกรุงเทพฯ ไม่ให้ตัดสินโทษ และล็อบบี้ดีเอสไอไม่ให้ดำเนินคดีคนใน มมร.ที่มีส่วนรู้เห็นและแอบอ้างชื่อมหาวิทยาลัย รวมทั้งลงนามในเอกสารต่างๆ ทั้งนี้ คาดว่าทุกอย่างจะได้ข้อยุติเร็วๆ นี้"  นายสงกรานต์กล่าว

 

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับผลสรุปผลสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคลภายใน มมร.ที่จะเสนอให้พระเทพปริยัติวิมลลงนาม ในส่วนของผู้บริหารระดับสูง 2 ราย ที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเสนอให้ปลด หรือไล่ออก เนื่องจากอาจเข้าข่ายว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรงนั้น ได้แก่ พระเทพวิสุทธิกวี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวางแผน มมร. และนิติกรของ มมร. ส่วนจะดำเนินการเอาผิดตามที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเสนอหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของพระเทพปริยัติวิมล


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1249909213&grpid=00&catid=no
--
ขอเชิญอ่าน blog.Thanks for visiting!  
http://www.parent-youth.net
http://ilaw.or.th
http://ww2.oja.go.th/home
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.projectlib.in.th
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.nstda.or.th/th
http://www.arda.or.th
http://www.nppdo.go.th
http://www.tlcthai.com
http://dbd-52.hi5.com
http://www.oknation.net/blog/assistance
http://weblogcamp2009.blogspot.com/

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

กมธ.การมีส่วนร่วมฯ เรียกร้องรัฐบาลยกเลิกโครงการรถเมล์ NGV

 

 

 

 

 

กมธ.การมีส่วนร่วมฯ เรียกร้องรัฐบาลยกเลิกโครงการรถเมล์ NGV

6 ส.ค. 52 -              ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา เผยต้องการให้รัฐบาลทบทวนโครงการรถเมล์ NGV ย้ำอย่าตั้งโจทย์แค่ซื้อหรือเช่า ต้องดูว่ามีความเป็นไปได้ด้วยหรือไม่ เพราะขณะนี้ปั๊ม NGV ไม่เพียงพอ และถ้าขยายปั๊มเพิ่มจะไม่คุ้มกับการลงทุน

                นายไพบูล์  ซำศิริพงษ์  ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา กล่าวถึงการตรวจสอบโครงการรถเมล์ NGV 4,000 คัน ของคณะกรรมาธิการ ว่า คณะกรรมาธิการได้เชิญตัวแทนจากบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อชี้แจงให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และจากข้อมูลที่ได้จากบริษัท ปตท. ระบุชัดเจนว่า ปั๊ม NGV มีจำนวนไม่เพียงพอและหากต้องขยายเพื่อรองรับโครงการนี้จะต้องใช้เงินทุนจำนวนสูงและไม่คุมการลงทุน ดังนั้นกรรมาธิการจึงต้องการให้รัฐบาลทบทวนโครงการดังกล่าว ทั้งนี้รัฐบาลไม่ควรทบทวนเพียงแค่ว่าจะซื้อหรือเช่าเท่านั้น แต่ควรพิจารณาด้วยว่าโครงการดังกล่าวมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด และหากเห็นว่าเป็นไม่ได้ก็ควรยกเลิกโครงการนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นภาทิพย์  นูโพนทอง  ผู้สื่อข่าว

เกรียงไกร  หอมจันทร์เทศ  ผู้เรียบเรียง



--
      Weblink
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://seminarmon.blogspot.com
http://seminartue.blogspot.com
http://seminarwed.blogspot.com
http://seminarthu.blogspot.com
http://seminarfri.blogspot.com
http://seminar1951.blogspot.com
http://seminardd.com

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2552

คดี"บิ๊ก สตง."อมตั๋วเครื่องบินพิสูจน์ฝีมือ ป.ป.ช.

    


วันที่ 07 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 20:30:56 น.  มติชนออนไลน์

คดี"บิ๊ก สตง."อมตั๋วเครื่องบินพิสูจน์ฝีมือ ป.ป.ช.

โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

เรื่องราวอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)มีสภาพที่เรียกว่า "น้ำลดตอผุด" เพราะมีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)มากมาย รวมถึงมีการส่งเอกสารหลักฐานไปยังผู้ใหญ่ในวงการกฎหมาย อาทิ อดีตประธานศาลฎีการายหนึ่ง


ล่าสุดมีข่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 แต่งตั้งนายภักดี โพธิศิริ เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนกรณีที่มีการกล่าวหา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ สตง.รายหนึ่งว่า ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนและส่งเอกสารหลักฐานระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายดังกล่าวนำเจ้าหน้าที่ สตง.จำนวน 40 เดินทางยุโรปช่วงพฤศจิกายน 2546 และได้ตั๋วโดยสารเครื่องบินฟรีไป-กลับจากบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน )จำนวน 10 ใบ แต่กลับเบิกค่าใช้จ่ายในส่วนของตั๋วเครื่องบินฟรีดังกล่าวดังกล่าวด้วย


น่าแปลกที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มิได้มีการแถลงข่าวนี้ ทั้งๆเมื่อมีการแต่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนกรณีอื่นๆกลับแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ( ดูเอกสารแถลงข่าวของ ป.ป.ช.ที่ http://nccc.thaigov.net/nccc/1.php)


อย่างไรก็ตาม เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับเอกสารหลักฐานที่ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่า ทำไมคณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติแต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนคดีข้างต้นทันทีโดยไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพราะเอกสารหลักฐานที่ได้รับนั้นมีมูลเพียงพอที่จะทำให้เชื่อได้ว่า "บิ๊ก สตง." อมตั๋วเครื่องบินที่ได้รับมาจากการบินไทยฟรี  เพียงแต่อาจจะต้องสอบยันเอกสารและปากคำพยานเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยเท่านั้น


สำหรับข้อเท็จจริงของเรื่องร้องเรียนดังกล่าว สรุปได้ดังนี้


1.สตง.จัดโครงการฝึกอบรมผู้บริหารหลักสูตร "ผู้บริหาร/ผู้เชี่ยวชาญ สตง.ยุคใหม่" โดยส่วนหนึ่งเป็นการศึกษาดูงานในต่างประเทศตั้งแต่วันที่ 5-14 พฤศจิกายน 2546 ในประเทศฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี


2.วันที่ 8 ตุลาคม 2546 สตง.มีหนังสือขอความอนุเคราะห์ค่าโดยสารเครื่องบินในราคาพิเศษถึง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย(นายกนก อภิรดี) โดยอ้างว่า จะนำไปใช้ในการเดินไปฝึกอบรมดังกล่าว


3.วันที่ 14 ตุลาคม 2546 การบินไทย มีหนังสือตอบว่า  ยินดีให้ส่วนลดค่าตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจและชั้นประหหยัด และยังมอบตั๋วเส้นทางกรุงเทพ-ปารีส ชั้นประหยัดให้ฟรีอีก 10 ใบ


4.วันที่ 9 ตุลาคม 2546  สตง. ทำสัญญาจ้างบริษัท คาริสม่า แทรเวล เซอร์วิส ในการให้บริการนำคณะศึกษาดูงานของ สตง. จำนวน 40 คนไปยุโรป โดยมีค่าจ้างรวม 3.12 ล้าน บาท แบ่งชำระเป็น 3 งวด ค่าจ้างดังกล่าวรวมตั๋วเครื่องบินไป-กลับโดยสายการบินไทยชั้นนักท่องเที่ยวอยู่ด้วย


5. สตง.จ่ายเงินเพื่อชำระค่าจ้างตามสัญญาให้แก่บริษัท คาริสม่าเต็มตามสัญญา  3.12 ล้านบาท เป็นเช็คธนาคารกรุงไทยสาขาย่อยกระทรวงการคลัง จำนวน 3 ฉบับ เป็นเงิน 1,544,421 บาท , 926,651.78 บาท และ 572,767.85 บาท ตามลำดับ


6. ตามสัญญาจ้าง ระบุจำนวนผู้เดินทาง 40 คน แต่ข้อเท็จจริงมีผู้เดินทางไปกับคณะรวม 42 คน ผู้ที่ร่วมเดินทางเพิ่มจากที่ระบุไว้ในสัญญาได้แก่ น้องสาวและลูกสาวของ"บิ๊ก สตง."รายหนึ่ง" ที่มิได้เป็นเจ้าหน้าที่ของ สตง.


แต่ที่สำคัญคือ น้องสาวและลูกสาวของ"บิ๊ก สตง." รายนี้ใช้ตั๋วเครื่องบินฟรีที่ได้รับจากบริษัทการบินไทย ทั้งๆที่การบินไทยได้มอบตั๋วดังกล่าวให้เพื่อใช้ประโยชน์ของราชการหรือ กิจการของ สตง.  เจ้าหน้าที่ สตง.จึงได้ใช้ตั๋วฟรีที่เหลืออีก 8 ใบ


ข้อเท็จจริงข้างต้นนั้น มีสำเนาเอกสารหลักฐานพร้อม รวมทั้งเอกสารของการบินไทยที่ระบุชื่อผู้โดยสารที่ใช้ตั๋วฟรีเดินทางด้วย


ภารกิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพียงแต่สอบยันว่า เอกสารเหล่านี้เป็นเอกสารจริงหรือไม่และลูกสาวและน้องสาวของบิ๊ก สตง.เดินทางไปจริงหรือไม่ เพื่อให้หลักฐานแน่นหนาขึ้น


 ถ้าจริงก็ฟันธงได้ทันทีว่า "บิ๊ก สตง." อมตั๋วเครื่องบินฟรีซึ่งเป็นทรัพย์สินของ สตง.ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว


นอกจากนั้น อาจต้องสอบยืนยันว่า ในการทำสัญญาจ้างบริษัททัวร์มูลค่า 3.12 ล้านบาทนั้น มีการหักค่าตั๋วเครื่องบินฟรี 10 ใบออกจากค่าจ้างหรือยัง

 

ถ้ายัง ก็อาจมีการทุจริตเกิดขึ้น เพราะหลังจากนั้นบริษัททัวร์ดังกล่าวอาจเอาค่าตั๋วฟรีจำนวน 10 ใบที่ยังมิได้หักออกจากค่าจ้างตามสัญญาส่งกลับให้"บิ๊ก สตง."นำเข้ากระเป๋าสบายๆ


ในฐานะคุณหญิงจารุวรรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดินได้รับการยอมรับนับถือจากสังคมว่า "ตงฉิน"และเคยประกาศยืนอยู่แถวหน้าว่า จะปราบทุจริตอย่างเด็ดขาด น่าที่จะตรวจสอบกรณีดังกล่าวเองว่า มีการฉ้อฉลเกิดขึ้นใน สตง.จริงหรือไม่ แล้วแถลงให้สาธารณชนทราบ หรือเปิดกว้างให้ ป.ป.ช.เข้าตรวจสอบอย่างเต็มที่


เพราะถ้าผลออกมาว่า ไม่เป็นตามที่กล่าวหา จะทำให้สาธารณชนศรัทธา สตง.มากยิ่งขึ้น

                                                                    http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1249641126&grpid=no&catid=02

--
      Weblink
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://seminarmon.blogspot.com
http://seminartue.blogspot.com
http://seminarwed.blogspot.com
http://seminarthu.blogspot.com
http://seminarfri.blogspot.com
http://seminar1951.blogspot.com
http://seminardd.com