ใครๆก็แก้กฎหมายได้(คุณก็ด้วย)
Bookmark and Share

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กมธ.เกษตรฯ แนะรัฐยุบกรมส่งเสริมรวมกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตของสหกรณ์ทั่วประเทศ

 

 

 

 

กมธ.เกษตรฯ แนะรัฐยุบกรมส่งเสริมรวมกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตของสหกรณ์ทั่วประเทศ

21 ก.ค. 52-          คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร ระบุสหกรณ์ส่วนใหญ่ขาดความเข้มแข็งสร้างปัญหาการทุจริต พร้อมแนะรัฐบาลยุบรวมกรมส่งเสริมสหกรณ์กับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เข้าด้วยกันเพื่อความคล่องตัวในการทำงานและแก้ปัญหาการทุจริต

                คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร ได้ประชุมร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์เพื่อศึกษา ปัญหาอุปสรรคและแนวทางการพัฒนาระบบสหกรณ์ ซึ่งจากข้อมูลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2552 ระบุว่า มีสหกรณ์ที่ประสบปัญหาการทุจริต 638 แห่งจากจำนวนกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ โดยกรรมาธิการเห็นว่าสหกรณ์ที่ประสบปัญหาการทุจริตส่วนใหญ่ยังขาดความเข้มแข็ง ดังนั้นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ รัฐบาลต้องสนับสนุนให้ระบบสหกรณ์เกิดความเข้มแข็ง โดยการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ทำงานเชิงรุกมากขึ้น และจัดทำฐานข้อมูลระบบสหกรณ์ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง กำหนดมาตรฐานสินค้าที่ผลิตโดยสหกรณ์ในระดับจังหวัด และช่วยเหลือเกษตรในการหาช่องทางจำหน่ายสินค้าและกระจายสินค้าไปยังผู้ซื้อ

                นอกจากนี้กรรมาธิการยังเสนอให้รัฐบาลยุบรวมกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เข้าด้วยกันเพื่อให้การทำงานเกิดความคล่องตัว และต้องมีการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ทุกๆ 3 เดือน หรือ 6 เดือน เพื่อป้องกันปัญหาทุจริต

 

 

 

นภาทิพย์  นูโพนทอง  ผู้สื่อข่าว

มันทนา  ศรีเพ็ญประภา  ผู้เรียบเรียง

 

ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://dbd-52.hi5.com
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm

กมธ. ปปช. สผ. เตรียมนัดประชุม สอบความโปร่งใส 3 โครงการ


 

 

 

กมธ. ปปช. สผ.  เตรียมนัดประชุม สอบความโปร่งใส 3 โครงการ

 21 ก.ค. 52-            กมธ. ปปช. สผ.  นัดประชุม 23 ก.ค. นี้ เพื่อพิจารณาข้อร้องเรียนขอให้ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ 2551 ของกรุงเทพมหานคร หลังพบโครงการจัดซื้อสื่อการเรียนการสอน เป็นการจัดซื้อกันเอง และไม่ตรงตามความต้องการของโรงเรียนในแต่ละเขต  พร้อมสอบความโปร่งใสเงินกองทุนโรงไฟฟ้าลำปาง และโครงการชลประทานเขื่อนขุนด่านปราการชล               

คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ  สภาผู้แทนราษฎร เตรียมนัดประชุมใน        วันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 9.30 น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการหมายเลข 3502 ชั้น 5 อาคารรัฐสภา 3  เพื่อพิจารณาข้อร้องเรียนขอให้ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ 2551 ของกรุงเทพมหานคร ในโครงการสัมมนาดูงานต่างประเทศ และโครงการจัดซื้อจัดจ้างสื่อการเรียนการสอน หลังจากได้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวไปแล้วเมื่อวันที่ 9 ก.ค.   ที่ผ่านมา ซึ่งในส่วนของโครงการจัดซื้อสื่อการเรียนการสอน กรรมาธิการฯ ได้มีความเห็นร่วมกันว่า เป็นการจัดซื้อกันเอง และมิได้ตรงตามความต้องการของโรงเรียนในแต่ละเขต  ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ กรรมาธิการฯ จึงได้เชิญเลขานุการสภากรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการเขตสะพานสูงเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมต่อที่ประชุมอีกครั้ง เพื่อจะนำข้อมูลที่ได้มาประกอบการพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากกรณีดังกล่าว ส่อความไม่ชอบมาพากล และมีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง

สำหรับการประชุมในช่วงบ่ายจะพิจารณาถึงข้อร้องเรียนที่ขอให้มีการตรวจสอบความโปร่งใสของการบริหารจัดการเงินกองทุนพัฒนารอบโรงไฟฟ้า จ. ลำปาง  และโครงการกรมชลประทานเขื่อนขุนด่านปราการชล และการจ้างบริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน)  

 

 

เรณู  เขมาปัญญา  /  ผู้สื่อข่าว

วิจิตรา น้าวัฒนไพบูลย์ / เรียบเรียง

 

 

ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com

 
 




ด้วย Windows Live คุณสามารถจัดการ แก้ไข และ แบ่งปันภาพถ่ายของคุณ

ส.ข.ปชป.รับเสนอ"ชุมชนพอเพียง"ให้เลือก"ตู้น้ำ-เครื่องทำปุ๋ย" ปราจีนฯแฉอ้างพรรคใหญ่ปลอมเอกสาร




วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 20:33:56 น.  มติชนออนไลน์

ส.ข.ปชป.รับเสนอ"ชุมชนพอเพียง"ให้เลือก"ตู้น้ำ-เครื่องทำปุ๋ย" ปราจีนฯแฉอ้างพรรคใหญ่ปลอมเอกสาร

ส.ข.ปชป.บางกะปิยอมรับเอาเอกสารโครงการชุมชนพอเพียงให้27ปธ.ชุมชน ให้เลือกระหว่าง"ตู้น้ำ-เครื่องผลิตปุ๋ย" ปัดข่มขู่โยกงบ ปราจีนฯให้การป.ป.ช.แฉถูกคนอ้างพรรคใหญ่ปลอมเอกสารขอตู้เลี้ยงปลา

ความคืบหน้ากรณีนายสมจิต สอนเขียว ประธานชุมชนสามัคคีพัฒนา แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ระบุสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) พรรคการเมืองใหญ่ เป็นผู้ผลักดันให้ชุมชนจัดซื้อตู้น้ำหยอดเหรียญพลังงานแสงอาทิตย์ และเครื่องผลิตปุ๋ย ในโครงการชุมชนพอเพียง ซึ่งไม่เป็นไปตามความต้องการของประชาคม และไม่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ตามที่ "มติชน" ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม นายพงษ์ศักดิ์ วุฒิชัย ส.ข.เขตบางกะปิ ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า เป็นผู้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว เพราะเห็นว่ารัฐบาลมีงบประมาณอุดหนุนให้ชุมชนเป็นปีแรกเหมือนจังหวัดอื่นๆ เมื่อเห็นว่าเป็นประโยชน์กับชุมชน จึงได้นำเอกสารจากสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อพัฒนาชุมชน (สพช.) มาให้ประธานชุมชนในเขตบางกะปี ทั้ง 27 ชุมชน เพื่อดูว่าชุมชนใดต้องการความช่วยเหลืออะไร ในแบบฟอร์มของ สพช.มีรายละเอียดให้เลือก 2 อย่าง คือ 1.ตู้น้ำหยอดเหรียญโซลาร์เซลล์ 2.เครื่องผลิตปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ มี 24  ชุมชนเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับความต้องการไป แต่มีเพียง 3 ชุมชน คือ 1.ชุมชน 101 บึงทองหลาง 2.ชุมชนสวนสน 3.ชุมชนหมู่บ้านเสรี เลือกไม่รับสิ่งของใดๆ เลย โดยให้เหตุผลว่าสิ่งของที่เสนอมานั้นไม่ใช่สิ่งที่ชุมชนต้องการ


นายพงษ์ศักดิ์กล่าวถึงกรณีประธานชุมชนวัดกลาง เขตบางกะปิ ให้ข่าวมีนักการเมืองข่มขู่ชุมชนวัดกลางหากไม่รับตู้น้ำหยอดเหรียญจะถูกโยกงบฯไปให้ชุมชนอื่นว่า ไม่เป็นความจริง เพราะมีการตั้งงบฯให้อยู่แล้วตามแบบฟอร์มที่ชุมชนได้เสนอมา


"ผมเป็นตัวแทนประชาชน กินเงินภาษีประชาชน ในเมื่อมีโครงการดีๆ มีประโยชน์กับชุมชนก็นำมาบอกต่อ ไม่บีบบังคับให้รับอะไรทั้งสิ้น ชุมชนใดอยากได้อะไรก็เขียนเสนอมา ชุมชนใดไม่อยากได้ก็ไม่ได้ขอมา แต่ที่ประธานชุมชนวัดกลางออกมาให้ข่าวนั้นรู้สึกงงมาก ผมทราบมาว่าเขาเตรียมจะลงเลือกตั้ง ส.ข.ในเดือนสิงหาคม 2553 นอกจากนี้ประธานชุมชนวัดกลางยังมีเครือญาติทำธุรกิจน้ำดื่มบรรจุถังขายในชุมชนอยู่แล้ว ไม่แน่ใจว่าการร้องเรียนเรื่องตู้น้ำจะไปขัดผลประโยชน์ทางธุรกิจหรือไม่" นายพงษ์ศักดิ์ตั้งข้อสังเกต


นายโชคชัย อักษรศิริ ส.ข.เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์อีกคนหนึ่ง กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้องการเรื่องเสนอโครงการชุมชนพอเพียงในพื้นที่ดังกล่าว แต่ก่อนที่เรื่องนี้จะเป็นข่าวขึ้นมา เคยเห็นตู้น้ำหยอดเหรียญโซลาร์เซลล์ และเครื่องผลิตปุ๋ยและก๊าชชีวภาพตั้งอยู่ในชุมชนมานานแล้ว สอบถามคนในชุมชนว่าได้มาจากไหน ชุมชนแจ้งว่าได้จาก ส.ข.รายหนึ่งซึ่งดูแลพื้นที่ดังกล่าว ความจริงๆ แล้วโครงการชุมชนพอเพียงควรเป็นหน้าที่ของ ส.ส.มากกว่าไม่ใช่หน้าที่ของ ส.ข.มาดำเนินการเอง


ทางด้านนายสมชาย ศรีสุข อายุ 56 ปี กรรมการตรวจสอบโครงการชุมชนพอเพียง ชุมชนรุ่งเจริญ ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งประสบปัญหาแบบเดียวกับที่ กทม.กล่าวภายหลังเดินทางมาให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ได้เล่าความเป็นมาโครงการชุมชนพอเพียงนับจากการตั้งคณะกรรมการชุมชน และการประชาคมเลือกโครงการเลี้ยงปลา ต่อมามีนักการเมืองท้องถิ่นและบุคคลอ้างเป็นตัวแทนพรรคการเมืองใหญ่เข้ามาเสนอโครงการตู้น้ำอ้างว่าเป็นโครงการหาเสียงให้ฟรี ไม่เกี่ยวกับโครงการที่ชุมชนขอไป แต่ความจริงแล้วกลับให้กรรมการชุมชนผู้หนึ่งปลอมแปลงเอกสารคำขอโครงการโดยบรรจุโครงการจัดซื้อตู้น้ำไปแทนโครงการเลี้ยงปลา จึงขอให้ ป.ป.ช.ดำเนินคดีกับผู้ปลอมแปลงเอกสาร ทางเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.แจ้งว่าจะประสานกับ จ.ปราจีนบุรี ช่วยสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป


ส่วนกรณีเทศบาลตำบลเมืองเก่าประกาศจะดำเนินคดีกับประชาชนและสื่อมวลชนนั้น นายสมชายกล่าวว่า ไม่เคยกลัว เพราะเป็นข้อเท็จจริง เรื่องนี้มั่นใจเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใหญ่แน่นอน แต่ขอให้เป็นเรื่องการสอบสวนของบ้านเมือง



 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
  • "เครื่องทำปุ๋ย"คว้าแชมป์ยอดสั่งจากชุมชนพอเพียง ปชป.ยันไม่มีนักการเมืองเกี่ยวข้อง
  • http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1248179677&grpid=01&catid=05

    --
    ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
    http://www.sanamluang.bloggang.com
    http://tham-manamai.blogspot.com
    http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
    http://www.parent-youth.net
    http://www.tzuchithailand.org
    http://www.presscouncil.or.th
    http://ilaw.or.th
    www.patani-conference.net
    http://www.thaihof.org
    http://thainetizen.org
    http://www.ictforall.org
    http://elibrary.nfe.go.th
    http://dbd-52.hi5.com
    http://www.thaisara.com
    http://www.rmutr.ac.th
    http://www.bedo.or.th/default.aspx
    www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm

    บริษัทขายตู้น้ำมีชื่อโผล่บริจาคหลายหมื่นหนุน"ปชป." สพช.พบ 3 อุปสรรคนายหน้า-ลักไก่-งุบงิบ




    วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 20:01:05 น.  มติชนออนไลน์

    บริษัทขายตู้น้ำมีชื่อโผล่บริจาคหลายหมื่นหนุน"ปชป." สพช.พบ 3 อุปสรรคนายหน้า-ลักไก่-งุบงิบ

    เผยตั้งแต่ต้นปีมีชื่อบริษัทขายตู้น้ำโครงการพอเพียงบริจาคเงินให้"ปชป."หลายหมื่น สพช.พบ3อุปสรรค หวั่นถูกสวมรอยอีก ปธ.ชุมชนโต้ส.ข.ไม่คิดเล่นการเมือง อ้างเป็นแพะรับบาป กมธ.ป.ป.ช.ซัดฝ่ายค้านมีเอี่ยวด้วยถึงอิดออดให้ข้อมูล

    หลังจาก "มติชน" ได้ตรวจสอบพบความเชื่อมโยงกันระหว่างกลุ่มบริษัทผู้ขายตู้น้ำหยอดเหรียญโซลาร์เซลล์ เครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพ และเตาเผาขยะ ฯลฯ ให้ชุมชนในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และต่างจังหวัดในโครงการชุมชนพอเพียง โดยบริษัท บีเอ็นบี อินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นผู้กระจายสินค้าให้บริษัท คาร์เทล เทคโนโลยี จำกัด และบริษัท เอ็นเนอร์ยี ดีไซน์ คอนเซ็ปต์ เป็นนายหน้านำแคตตาล็อคสินค้าไปเสนอคณะกรรมการชุมชน เมื่อขายได้แล้วก็นำกำไรมาแบ่งเปอร์เซ็นต์กัน ในขณะที่ ส.ส.ฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีราคาแพงเกินจริง อีกทั้งไม่ใช่ความต้องการของประชาคม และได้นำเสนอข่าวต่อเนื่องมาเป็นลำดับนั้น


    ล่าสุด "มติชน" ได้ตรวจสอบข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พบว่า ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2552 บริษัท คาร์เทล เทคโนโลยี จำกัด มีชื่อเป็นผู้บริจาคเงินให้พรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำนวนหลายหมื่นบาทอีกด้วย เมื่อรวมยอดบริจาคตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2552 พรรคประชาธิปัตย์ได้รับมากที่สุด 40,343,900 บาท


    สำหรับความคืบหน้าหลังจากสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาชุมชน (สพช.) ส่งเจ้าหน้าที่ไปสุ่มตรวจสอบข้อร้องเรียนความไม่โปร่งใสในการดำเนินโครงการชุมชนพอเพียงทั้งใน กทม.และต่างจังหวัดนั้น แหล่งข่าวใน สพช.เปิดเผยผลการตรวจสอบว่า สพช.พบปัญหาเกิดขึ้นจริง 3 รูปแบบ 1.ปรากฏข้อมูลกลุ่มคนบางกลุ่มเข้ามาทำหน้าที่จัดทำโครงการในขั้นตอนเสนอโครงการแทนชุมชน โดยชุมชนมีส่วนร่วมแค่ลงชื่อรับรอง 2.มีหลายชุมชนเสนอโครงการเข้ามาแบบหนึ่ง พอได้รับอนุมัติงบประมาณแล้ว กลับนำงบฯไปทำอีกแบบหนึ่ง 3.การเสนอโครงการไม่ผ่านการทำประชาคมอย่างแท้จริง แต่เป็นแค่การหารือเฉพาะกลุ่ม จากนี้ไป สพช.จะตรวจสอบเชิงลึกว่าใครเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ ในส่วนชาวบ้านซึ่งมีทั้งถูกหลอก และจงใจร่วมทุจริตด้วยนั้น ในกลุ่มแรก สพช.จะหาทางช่วยเหลือหากมีคดีความฟ้องร้องเกิดขึ้น


    "สิ่งที่เราเป็นห่วงขณะนี้คือชุมชนที่ยังไม่เสนอโครงการขึ้นมา และอาจมีกลุ่มคนเข้าไปสวมรอย ดังนั้น สพช.จะระดมคนเข้าไปให้ความรู้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทั้ง 3 ลักษณะขึ้นอีก" แหล่งข่าวกล่าว


    ส่วนเรื่องที่นายพงษ์ศักดิ์ วุฒิชัย ส.ข.เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงว่า สาเหตุที่นายอารักษ์ ยงจิรกุลพงศ์ ประธานชุมชนวัดกลาง เขตบางกะปิ ออกมากล่าวหานักการเมืองท้องถิ่นบังคับให้เลือกตู้น้ำหยอดเหรียญ ไม่เช่นนั้นจะถูกโยกงบฯไปลงชุมชนอื่น เนื่องจากนายอารักษ์เตรียมลงเลือกตั้ง ส.ข.ปีหน้า รวมถึงมีญาติทำธุรกิจน้ำดื่มขายในชุมชนนั้น นายอารักษ์ให้สัมภาษณ์ตอบโต้ว่า ทันทีที่ข่าวนี้ปรากฏออกไป คนชุมชนวัดกลางต่างมึนงง เพราะทุกคนทราบดีว่าความจริงคืออะไร ที่ผ่านมาไม่เคยมีการจัดเวทีประชาคมสอบถามความต้องการของชุมชนเลยว่าต้องการอะไร


    "ผมอยู่ในชุมชนนี้มา 40 กว่าปี ไม่คิดเล่นการเมือง และไม่มีญาติทำธุรกิจน้ำดื่ม แม้โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี แต่เมื่อกระบวนการไม่โปร่งใส ชุมชนก็ไม่สบายใจและไม่อยากตกอยู่ในฐานะสมรู้ร่วมคิด จึงต้องออกมาบอกความจริงให้สังคมรับรู้ แต่วันนี้คนทำกลับโยนความผิดมาให้ชุมชนเป็นแพะรับบาป มันไม่ถูก ถ้าเป็นอย่างนี้พวกเราก็รับไม่ได้เหมือนกัน" นายอารักษ์กล่าว  


    นายสุมิตร แช่มประสิทธิ์ ผู้อำนวยการ สพช. กล่าวปฏิเสธข่าวเจ้าหน้าที่ สพช.กำหนดให้ชุมชนสามัคคีพัฒนา เขตบางกะปิ เลือกสินค้าเพียง 2 ชนิด ว่าไม่เป็นความจริง และไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดทำอย่างนี้ด้วย เนื่องจากมีเพียงพิจารณาอนุมัติโครงการให้ชุมชนเท่านั้น


    ทางด้านนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ได้รับข้อมูลว่ามีกลุ่มอิทธิพลกดดันชุมชนทั่วประเทศในลักษณะบังคับซื้อสินค้าซึ่งไม่มีความจำเป็นสำหรับชุมชน และเป็นสินค้าไม่มีประสิทธิภาพ มีราคาสูง เช่น เครื่องผลิตน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องผลิตปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ เตาเผาขยะ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ล้วนแล้วแต่มาจากบริษัทในกลุ่มเดียวกัน หากข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริง ถือเป็นการกระทำที่บิดเบือนวัตถุประสงค์โครงการอย่างร้ายแรง เพราะโครงการต้องการให้ประชาชน "คิดเอง-ทำเอง" เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น แน่นอนว่า รายได้ส่วนนี้ไม่ได้ตกอยู่กับเศรษฐกิจระดับฐานราก 


    นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จนถึงขณะนี้เป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์แล้วที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยยังไม่นำข้อมูลมาให้ กมธ.ป.ป.ช.ตรวจสอบงบฯโครงการชุมชนพอเพียง สาเหตุที่ไม่กล้ายื่นเพราะไม่ได้มีแค่นักการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่แทบจะทุกพรรค ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน เช่นที่ จ.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทยอ้างว่า มีนักการเมืองระดับชาติชื่อย่อ "พ." เข้าไปล็อคสเปคให้เลือกโครงการปุ๋ย พอตรวจสอบไปมาก็ปรากฏว่า มี ส.ส.ฝ่ายค้านใน จ.ชัยภูมิเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ถ้านายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี จริงใจแก้ไขปัญหาทุจริตจริงๆ ควรตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแล้ว ไม่ใช่รอให้ฝ่ายค้านส่งข้อมูลมาอย่างเดียว



     อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
  • กมธ.ป.ป.ช.โวยฝ่ายค้านยึกยักข้อมูลทุจริตชุมชนพอเพียง
  • ส.ข.ปชป.รับเสนอ"ชุมชนพอเพียง"ให้เลือก"ตู้น้ำ-เครื่องทำปุ๋ย" ปราจีนฯแฉอ้างพรรคใหญ่ปลอมเอกสาร
  • http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1248265292&grpid=01&catid=05
    --
    ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
    http://www.sanamluang.bloggang.com
    http://tham-manamai.blogspot.com
    http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
    http://www.parent-youth.net
    http://www.tzuchithailand.org
    http://www.presscouncil.or.th
    http://ilaw.or.th
    www.patani-conference.net
    http://www.thaihof.org
    http://thainetizen.org
    http://www.ictforall.org
    http://elibrary.nfe.go.th
    http://dbd-52.hi5.com
    http://www.thaisara.com
    http://www.rmutr.ac.th
    http://www.bedo.or.th/default.aspx
    www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm

    ชี้ผลทดสอบรางปลั๊กไฟคอมพ์ 5 ข้อ ผ่านแค่ 4 คุณสมบัติ-สายยาวไม่ได้ขนาดตามฉลากระบุ

    วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11456 มติชนรายวัน


    ชี้ผลทดสอบรางปลั๊กไฟคอมพ์ 5 ข้อ


    ผ่านแค่ 4 คุณสมบัติ-สายยาวไม่ได้ขนาดตามฉลากระบุ




    มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (www.consumerthai.org) มีรายงานในการทดสอบรางปลั๊กไฟฟ้าอีกครั้ง โดยมีรายงานระบุว่า ได้เลือกรางปลั๊กไฟที่รองรับเต้าเสียบได้อย่างน้อย 4 ตัว มาทดสอบ (สมมุติว่าเสียบปลั๊ก ซีพียู จอ ลำโพง เราท์เตอร์ เหลือสำรองไว้อีกหนึ่ง) โดยเปลี่ยนกลุ่มสินค้าทดสอบ จากรางปลั๊กราคาย่อมเยาทั่วๆไปที่ทางมูลนิธิฯพบในห้างค้าปลีก มาเป็นรางปลั๊กไฟสำหรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โดยเน้นสินค้าที่มีขายอยู่ในแหล่งจำหน่ายคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ประกอบเป็นหลัก อย่างที่พันธุ์ทิพย์พลาซ่า แต่ก็มีบ้างที่ซื้อจากแผนกไฟฟ้าในห้างค้าปลีกหรือห้างสรรพสินค้าด้วยเช่นกัน

    ทั้งนี้ รางปลั๊กไฟที่ซื้อมาทดสอบในครั้งนี้มีราคาตั้งแต่ 115 บาท ถึง 985 บาท วิธีการทดสอบยังคงเป็นเหมือนครั้งที่แล้วนั่นคือ การทดสอบรางปลั๊กไฟว่าผ่านหรือไม่ใน 5 ประเด็นต่อไปนี้

    1.ความต้านทานของฉนวนและแรงดันไฟฟ้า เพื่อดูว่าวัสดุที่ใช้ทำฉนวนสามารถป้องกันการเข้าถึงส่วนที่มีไฟฟ้า (หรือการเกิดไฟดูด) ได้หรือไม่

    2.อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น เพื่อดูว่าจะเกิดความร้อนสะสมในขณะที่เราใช้งานจนถึงขั้นทำให้เกิดติดไฟหรือไม่

    3.แรงที่ใช้ในการดึงเต้าเสียบ ตามมาตรฐานอุตสาหกรรมนั้นเต้ารับไฟฟ้าจะต้องผลิตให้เสียบเข้าและดึงออกได้ง่าย ไม่หลวมหรือแน่นจนเกินไป

    4.ความทนของวัสดุฉนวนต่อความร้อนผิดปกติ วัสดุที่ดีจะต้องไม่ลุกติดไฟ หรือถ้าติดก็ต้องดับภายในเวลา 30 วินาที

    5.ความยาวของสายไฟ เป็นไปตามที่แจ้งบนฉลากหรือไม่

    จากการทดสอบเราพบว่ามีรางปลั๊กไฟ 3 รุ่น จากทั้งหมด 22 รุ่น ที่ทำการทดสอบที่ผ่านมาตรฐานเรื่องความปลอดภัย 4 ข้อแรก แต่ว่าความยาวน้อยกว่าที่ฉลากระบุ

    หน้า 26

    วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

    "บิ๊กไฝ ปตท."ถ่างขาควบ 6 บริษัทฟันปีละ 22 ล้าน



    Please visit blog.Thank you so much.
    http://www.sanamluang.bloggang.com
    http://tham-manamai.blogspot.com
    http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
    http://www.thaiyogainstitute.com
    http://www.parent-youth.net
    http://www.thaihof.org
    http://www.tzuchithailand.org
    http://www.presscouncil.or.th
    http://elibrary.nfe.go.th
    http://ilaw.or.th
    http://thainetizen.org
    http://www.ictforall.org
    http://icann-ncuc.ning.com
    http://dbd-52.hi5.com
    http://www.truecorp.co.th

     
    "บิ๊กไฝ ปตท."ถ่างขาควบ6บริษัทฟันปีละ22ล้าน
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 กรกฎาคม 2552 16:17 น.
    ประเสริฐ บุญสัมพันธ์
           ข่าวเชิงวิเคราะห์ "ธรรมาภิบาลระบบพลังงานไทย" (4) โดย ….. ทีมข่าวพิเศษ
           
           ASTVผู้ จัดการรายวัน – สำรวจเก้าอี้ "บิ๊กไฝ" ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ พนักงานเอกชนที่เป็น"เจ้าพนักงานของรัฐ" ถ่างขานั่งควบตำแหน่งบริษัทในเครือ ปตท. ถึง 6 บริษัท ฟันค่าตอบแทนกระเป๋าตุงปีละ 22 ล้าน
           
           การอาศัยช่องกฎหมายกลายร่างรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทเอกชนแบบซ่อนรูปของ ปตท. เปิดโอกาสให้องค์กรแห่งนี้อาศัยอภิสิทธิ์ความเป็นรัฐ

    "บิ๊กไฝ ปตท."ถ่างขาควบ 6 บริษัทฟันปีละ 22 ล้าน



    Please visit blog.Thank you so much.
    http://www.sanamluang.bloggang.com
    http://tham-manamai.blogspot.com
    http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
    http://www.thaiyogainstitute.com
    http://www.parent-youth.net
    http://www.thaihof.org
    http://www.tzuchithailand.org
    http://www.presscouncil.or.th
    http://elibrary.nfe.go.th
    http://ilaw.or.th
    http://thainetizen.org
    http://www.ictforall.org
    http://icann-ncuc.ning.com
    http://dbd-52.hi5.com
    http://www.truecorp.co.th

     
    "บิ๊กไฝ ปตท."ถ่างขาควบ6บริษัทฟันปีละ22ล้าน
    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 กรกฎาคม 2552 16:17 น.
    ประเสริฐ บุญสัมพันธ์
           ข่าวเชิงวิเคราะห์ "ธรรมาภิบาลระบบพลังงานไทย" (4) โดย ….. ทีมข่าวพิเศษ
           
           ASTVผู้ จัดการรายวัน – สำรวจเก้าอี้ "บิ๊กไฝ" ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ พนักงานเอกชนที่เป็น"เจ้าพนักงานของรัฐ" ถ่างขานั่งควบตำแหน่งบริษัทในเครือ ปตท. ถึง 6 บริษัท ฟันค่าตอบแทนกระเป๋าตุงปีละ 22 ล้าน
           
           การอาศัยช่องกฎหมายกลายร่างรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทเอกชนแบบซ่อนรูปของ ปตท. เปิดโอกาสให้องค์กรแห่งนี้อาศัยอภิสิทธิ์ความเป็นรัฐวิสาหกิจแม้กระทั่งการ เข้าไปนั่งกินตำแหน่งบริษัทในเครือที่มีส่วนได้เสีย หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนกัน
           
           จากการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ระบุว่า ถึงแม้การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) จะแปลงสภาพเป็น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปลายปี 2544 แต่การที่กระทรวงการคลัง ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ซึ่งปัจจุบันถืออยู่ร้อยละ 51.69 ทำให้ ปตท. มีสถานะเป็น "รัฐวิสาหกิจ" ตามคำนิยามของกฎหมายหลายฉบับ
           
           เช่น พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502, พระราชบัญญัติ คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงาน พ.ศ. 2518 พระราชบัญญัติพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2521 พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 และพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ตามนิยามของกฎหมายดังกล่าว ทำให้เจ้าพนักงานของรัฐ สามารถเข้าไปเป็นกรรมการใน ปตท. และผู้บริหารของ ปตท. เข้าไปนั่งเป็นกรรมการบริษัทในเครือซึ่งเป็นบริษัทเอกชนได้
           
           การ ศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ พบว่า มีข้าราชการระดับสูงที่มีหน้าที่กำกับดูแลหรือเกี่ยวข้องกับนโยบายด้าน พลังงานหลายคนเข้าไปเป็นกรรมการบริษัทในเครือของ ปตท. หรือบริษัทในเครือของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยที่บริษัทเหล่านี้เป็นบริษัทเอกชนที่รัฐหรือรัฐวิสาหกิจอย่าง ปตท. หรือ กฟผ.. ถือหุ้นไม่ถึงร้อยละ 50
           
           ทั้งนี้ เนื่องจากมีการเอื้อประโยชน์กันด้วยการแก้ไขกฎหมายคือ พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550 โดยกำหนดข้อยกเว้นไว้ว่า กรรมการของรัฐวิสาหกิจ สามารถที่จะเป็นประธานกรรมการ กรรมการ หรือผู้บริหารของบริษัทที่รัฐวิสาหกิจมีหุ้นอยู่ด้วยได้หากรัฐวิสาหกิจนั้น ได้มอบหมายให้ไปดำรงตำแหน่ง
           
           ด้วย ข้อยกเว้นดังกล่าว ทำให้ข้าราชการระดับสูงที่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจอย่าง ปตท. หรือ กฟผ. และมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายด้านพลังงาน เข้าไปเป็นกรรมการและรับผลประโยชน์ตอบแทนจากบริษัทเอกชนหลายราย ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างรัฐกับเอกชนและปัญหาธรรมาภิบาล อย่างร้ายแรง
           
           ในกรณีของ ปตท. นั้น ปตท. มีบริษัทในกลุ่มที่ไปลงทุนและถือหุ้น 45 บริษัท โดยเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 7 บริษัท ซึ่งโดยปกติที่ผ่านมา กำไรสุทธิของ ปตท.ในปัจจุบันมาจากบริษัทในกลุ่ม ปตท.ที่ ปตท. ถือหุ้นประมาณร้อยละ 60 ดังนั้น การที่กรรมการหรือผู้บริหารจะดำรงตำแหน่งกรรมการเกิน 5 บริษัท จึงมีโอกาสสูง
           
           นอกจากนั้นแล้ว ปตท. ยังถือว่าเป็นหน้าที่ของกรรมการและผู้บริหาร และเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานที่จะต้องเข้าไปเป็นกรรมการในบริษัทใน กลุ่ม ปตท. เพื่อกำกับดูแลให้บริษัทดังกล่าวกำหนดนโยบายและดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับ นโยบายของ ปตท. เพื่อให้เกิดประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม
           
           ด้วย นโยบายดังกล่าวทำให้เจ้าพนักงานระดับสูง มีรายได้เกิดขึ้นจากการเป็นกรรมการบริษัทหลายแห่งอย่างสูง ยกตัวอย่างเช่น กรณีของนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่เข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทในเครือ ปตท. หลายบริษัท โดยได้รับผลตอบแทนโดยรวมเมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา รวมประมาณ 22 ล้านบาท ไม่นับผลประโยชน์การถือหุ้นอีกต่างหาก
           
           ////////////
           
           ตารางแสดงตัวอย่างพนักงานเอกชนที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐในธุรกิจพลังงาน
           นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์

           
           บทบาทภาคธุรกิจ ผลตอบแทนเฉพาะจากการเป็นกรรมการในบริษัทต่าง ๆ ในปี 2551 (บาท)
           ค่าตอบแทนรายเดือน/เบี้ยประชุม เงินโบนัส รวม
           กรรมการและเลขานุการ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) 620,000 1,786,880 2,406,880
           กรรมการ บริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTCH) 480,000 3,800,534 4,280,534
           กรรมการ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) 990,625 2,219,264 3,209,889
           กรรมการ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) 1,020,000 3,859,778 4,879,778
           กรรมการ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) 1,530,000 3,681,723 5,211,723
           กรรมการ บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) (PTTAR) 700,000 2,010,237 2,710,237
           รวม 5,340,625 17,358,417 22,699,042
           ที่มา : รายงานประจำปีของ บมจ.ปตท., PTTCH, PTTEP, TOP, IRPC, PTTAR พ.ศ.2551
           
           ////////////////////////
           
           นอร์เวย์ ทำกำไรมากกว่า จ่ายค่าตอบแทนน้อยกว่า
           
           ASTVผู้ จัดการรายวัน - นักวิชาการยกผลศึกษาเปรียบเทียบบริษัทพลังงานแห่งชาติของนอร์เวย์ จ่ายค่าตอบแทนให้คณะกรรมการน้อยกว่า ปตท. เท่าตัว ขณะที่มียอดขายมากกว่าปตท.2 เท่าและกำไรมากกว่าถึง 3 เท่า ชี้การให้โบนัสเชื่อมโยงผลกำไรบริษัทไม่มีประเทศไหนในโลกทำกัน เพราะจะทำให้เกิดการตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของตัวเอง
           
           รศ.ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต ได้ให้ข้อสังเกตว่า เมื่อเปรียบเทียบค่าตอบแทนของคณะกรรมการ ปตท. กับ คณะกรรมการบริษัทสแตทออยล์ ไฮโดร ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติของประเทศนอร์เวย์ พบว่า กรรมการของบริษัทสแตทออยล์ฯ ได้รับค่าตอบแทนต่อคนต่อปีน้อยกว่ากรรมการ ปตท. ร่วม 1 ล้านบาท
           
           ในขณะที่บริษัทพลังงานแห่งชาติของนอร์เวย์แห่งนี้มียอดขายมากกว่า ปตท. 2 เท่า สามารถทำกำไรมากกว่า ปตท. 3 เท่า โดยที่มีกรรมการน้อยกว่าแต่ประชุมมากกว่า และค่าครองชีพของประเทศนอรเวย์สูงกว่าประเทศไทย จึงถือว่าการจัดค่าตอบแทนของ ปตท. ให้กับกรรมการนั้นมีอัตราที่สูงเป็นพิเศษและโครงสร้างค่าตอบแทนที่มีทั้ง เงินรายเดือน เบี้ยประชุม และเงินโบนัสที่สะท้อนและเชื่อมโยงกับผลกำไรของบริษัทนั้น จะส่งผลให้เจ้าพนักงานของรัฐที่เข้าไปเป็นกรรมการอาจหลงลืมบทบาทหน้าที่ใน ความเป็นเจ้าพนักงานของรัฐได้ ในขณะที่กรรมการของบริษัทพลังงานแห่งชาติในหลายประเทศได้รับค่าตอบแทนอย่าง ใดอย่างหนึ่งเท่านั้น
           
           เช่น หากบริษัทต้องการให้กรรมการเข้ามาช่วยกำกับดูแลกิจการอย่างใกล้ชิดก็จะจัด เบี้ยประชุมให้ในอัตราที่สูง โดยได้รับค่าตอบแทนรายเดือนในอัตราที่น้อยหรือไม่ได้เลย แต่หากบริษัทไม่ต้องการให้กรรมการเข้ามามีบทบาทร่วมตัดสินใจในกิจการของ บริษัทมากจนเกินไป จะใช้วิธีให้ค่าตอบแทนรายเดือนในอัตราที่สูงและลดค่าเบี้ยประชุมให้น้อยลง แต่ทุกแห่งจะไม่มีการให้ผลตอบแทนที่เป็นโบนัสที่เชื่อมโยงกับผลกำไรของ บริษัทโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันมิให้กรรมการดำเนินการตัดสินใจใด ๆ เพื่อประโยชน์ของตัวเองเป็นสำคัญ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง
    ปตท.โก่งราคาน้ำมัน-ก๊าซ สูบกินถึงติดรวยสุดในโลก